วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

งานครั้งที่ 9

1.กรณีศึกษาเรื่องฟาร์มโชคชัย ท่านคิดว่าเป็นกลยุทธ์สีครามในแง่ใดบ้าง
ตอบ



  • เป็นกลยุทธ์สีครามในการสร้างความสินค้าและบริการ กล่าวคือ หลังจากที่ฟาร์มโชคชัยได้เจอวิกฤตฟองสบู่แตกใน พ.ศ.2534 เมื่อสถานการณ์คืนเข้าสู่ความสงบ ฟาร์มโชคชัยไม่ได้หันไปทำกิจการธุรกิจปศุสัตว์กสิกรรมและธุรกิจด้านอาหาร แต่กลับมองหาธุรกิจที่แตกต่างนั่นก็คือ ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ซึ่งได้เปลี่ยนกลุ่มลูกค้าเดิมไปเป็นกลุ่มลูกค้าใหม่ เช่น กลุ่มลูกค้าเดิมจะเป็นลูกค้าที่ชอบทานเนื้อโค แต่การทำธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์มีลูกค้าที่หลากหลาย ลูกค้าทุกเพศทุกวัยสามารถเข้ามาท่องเที่ยวได้ และไม่ใช่แต่การท่องเที่ยวอย่างเดียว แตลกายเป็นสถานที่สำคัญเรื่องการเรียนรูในเรื่องปศุสัตว์อีกด้วย

  • ด้านการเป็นผู้นำในด้านต้นทุนต่ำ กล่าวคือ การทำธุรกิจการท่องเที่ยวในฟาร์มเป็นการลดต้นทุนในการทำธุรกิจใหม่เนื่องจากไม่ต้องลงทุนสร้างอะไรเพิ่มอะไรมากมาย เพราะว่าในฟาร์มโชคชัยมีสถานที่ท่องเที่ยวอยู่แล้วเพียงแต่เผยแผ่ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยว แนะนำและชักชวนนักท่องเที่ยวมาเที่ยวในฟาร์ม

2.โครงการระบบจัดการร้านอาหารผ่านคอมพิวเตอร์มือถือ โครงการดังกล่าวดีหรือไม่ดีในแง่ใดบ้าง และถ้าไม่ดีควรปรับปรุงอะไรบ้าง
ตอบ เป็นโครงการที่ดีเพราะว่า จะช่วยให้ร้านอาหารมีบริการดีขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากการรับออเดอร์จากลูกค้าที่สั่งอาหารนั้น มีรายการสินค้าต่างๆมากมาย และมนุษย์ไม่สามารถจำอะไรได้ทีละมากๆ และบางครั้งอาจจะจำสับสนว่าลูกค้าคนใดสั่งอะไรบ้างเนื่องจากลูกค้าเยอะ และต้องเสียเวลาในการที่นำออเดอร์ที่ลูกค้าสั่งเข้าไปให้เชฟในครัวเป็นการเปลื่องเวลา แทนที่จะเอาเวลานั้นไปทำประโยชน์อย่างอื่น แต่ถ้าเราทำคอมพิวเตอร์มือถือมาใช้ จะทำให้ประหยัดเวลาในการสั่งอาหาร ประหยัดค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานเพิ่ม และที่สำคัยลดการใช้กระดาษ ช่วยลดโลกร้อนอีกด้วย


วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

งานครั้งที่8 Joomla

1. ท่านคิดว่าจะใช้ Joomla ในการพัฒนาระบบสารสนเทศประเภทใดที่สอดคล้องกับสถานการณ์หรือสภาวะเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน
ตอบ


  • ใช้ในการพัฒนาด้านธุรกิจการค้าขายสินค้าประเภทต่างๆ เช่น การขายเสื้อผ้า ขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เป็นต้น เราสามารถนำ Joomla ซึ่งเป็น Opensource มาใช้ในการออกร้านขายสินค้าของเราบนเว็บไซต์โดยการทำเว็บไซต์โปรโมทสินค้าจาก Joomla ซึ่งเราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตั้งร้านซึ่งมีต้นทุนที่สูง แต่ถ้าเราใช้ Joomla เราจะมีต้นทุนในการทำธุรกิจที่ต่ำและสร้างกำไรในการทำธุรกิจมากมายซึ่งเหมาะสมกับยุคสมัยที่เศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้ ตัวอย่างเช่น ไม่ต้องจ้างพนักงานขาย ไม่จำเป็นต้องมีร้าน ไม่ต้องเสียค่าใช่จ่ายในการโปรโมททสินค้าเราสามารถทำงานที่บ้านก็ได้ และที่สำคัญคือ ทุกคนทั่วโลกสามารถเข้ามาดูและสังซื้อสินค้ากับเราได้ ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
  • ใช้ในการพัฒนาการศึกษา ตัวอย่างเช่น การนำ Joomla มาใช้ในการสร้างเว็บไซต์ในการสอน e-learning ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นการพัฒการศึกษาที่มีต้นทุนต่ำ เพราะว่า Joomla เป็น Opensource ที่ไม่มีลิขสิทธิ์ และยังสามารถปรับปรุงแก้ไขส่วนต่างๆได้ตามต้องการ


2. ถ้าหากท่านเป็นผู้บริหารของบริษัทหรือองค์กรใด ท่านจะมีนโยบายหรือกลยุทธ์อย่างไร ให้มีการใช้งาน Joomla ให้เกิดประโยชน์และเกิดผลดีต่อองค์กร
ตอบ
นำ Jommla มาใช้สร้างเว็บไซต์ในการออกร้านผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเพื่อโปรโมทสินค้าและบริษัทของเราให้ทุกคนรู้จั
ก และใช้ติดต่อสื่อสารกันภายในบริษัท ตัวอย่างเช่น หากเราเป็นบริษิทที่ขายสินค้าประเภทอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เราก็ใช้ Joomla ในการสร้างเว็บไซต์เพื่อโปรโมทสินค้าคอมพิวเตอณ์ของเรา และให้ลูกค้าที่เข้ามาดูสินค้าสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ของบริษัทเรา แล้วจากนั้นจึงจัดส่งสินค้าให้กับลูกค้า และใช้ในการติดต่อสื่อสารกันคือ ฝ่ายต่างสามารถเข้ามาดูข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับบริษัทได้
3. ท่านคิดว่า Joomla เป็นทางเหลือที่ดีหรือยัง จะมีข้อพัฒนาเพิ่มเติมในด้านใดบ้าง พร้อมให้เหตุผล
ตอบ
ก็ถือว่าเป็นโปรแกรมที่ใช้ในการทำเว็บไซต์สำเร็จรูปที่ไม่มีค่าลิขสิทธิ์ ถือว่าดีแต่ต้องปรับปรุงเรื่อง
- การแก้ไขปรับเปลี่ยนรูปแบบต่างๆ ยังทำได้ยาก
- มีขั้นตอนในการเผยแผ่เนื้อหาที่ยุ่งยาก
- มีฟังก์ชันในการทำงานที่เข้าใจยาก

วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553

1.ถ้าหากเราจะใช้ ICT ในการส่งเสริมการเรียนภาษาอังกฤษจะมีวิธีการกลยุทธ์ โครงการอย่างไร และท่านคิดอย่างไรว่ากลยุทธ์ โครงการดังกล่าวที่ท่านเสนอจะเหมาะสมกับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ทั้งนี้ ให้ระบบขั้นตอนวิธีการที่จะได้มาซึ่งกลยุทธ์และโครงการที่ท่านนำเสนอ
ตอบ

  • ขั้นตอนแรกเราต้องสำรวจก่อนว่านักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมีความสนใจต้องการเรียนรู้ภาษาอังกฤษมากน้อยเพียงใด ถ้าเราทำโครงการจะมีนักศึกษามากน้อยเพียงใด
  • ขั้นตอนที่ 2 อยากนั้นเมื่อเราทราบความต้องการแล้วว่านักศึกษาต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับภาษาอังกฤษเราก็ทำโครงการสร้างเว็บไซต์สอนภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และสร้างกิจกรรมโปร
    โมทเว็บไซต์โดยการ ให้รางวัลแก่นักศึกษาคนที่เข้าไปสมัครเรียนภาษาอังกฤษและผ่านเกณฑ์และ
    และนักศึกษาที่เข้าไปเรียนในเว็บไซต์บ่อยที่สุด

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

งานครั้งที่7

(1) มหาวิทยาลัยควรจะมีกลยุทธ์และวิธีการอย่างไรในการที่จะให้นักศึกษาและอาจารย์ได้รับทราบข้อดีและข้อเสียของการใช้ E-book ในการเรียนการสอน

  • ในขั้นตอนแรกต้องเริ่มที่อาจารย์โดยให้อาจารย์ทำสื่อการสอนแต่ละรายวิชาที่ทำจาก e-book เพื่อให้นักศึกษาสามารถดาวน์โหลดสื่อการสอนที่เป็นหนังสือ e-book ไปอ่านล่วงหน้าก่อนที่จะอาจารย์จะสอน เมื่ออาจารย์ได้ทดลองใช้แล้วและได้ศึกษาถึงข้อดีข้อเสียของหนังสือ e-book ต่อจากนั้นก็จัดกิจกรรมให้นักศึกษาทำหนังสือ e-book ที่ตนเองสนใจพร้อมทั้งอธิบายข้อดีข้อเสียของ e-book ให้กับนักศึกษา หลังจากนักศึกษาทำหนังสือ e-book ก็ให้นำขึ้นเผยแพร่โดยนำขึ้นเว็บ จากนั้นก็ให้เพื่อนๆดาวน์โหลดหนังสือที่สนใจไปอ่านได้และบอกต่อกับเพื่อนๆถึงข้อดีและข้อเสียของ e-book

(2) ถ้าหากว่าท่านได้รับการเลือกเป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ E-book ท่านคิดว่าจะได้อย่างไรถึงจะสามารถทำให้มียอดขายจำนวนมากที่สุด

  • จัดกิจกรรมโปรโมทสินค้า ตัวอย่างเช่น การตอบปัญหาเกี่ยวกับ e-book เพื่อชิงรางวัล พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ถึงรายละเอียดต่างๆ เช่น ประโยชน์ของ e-book ,ลักษณะของ e-book และวิธีการสร้าง e-book
    พร้อมทั้งโปรโมทบริษัทที่เราจำหน่ายสินค้า และเมื่อลูกค้าซื้อสินค้าของเรา เราก็มีสินค้าสัมมนาคุณให้แก่ลูกค้า หรือลดราคาสินค้าในช่วงที่เรากำลังจัดกิจกรรมครั้งนี้
  • เมื่อลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าของเรา เราก็แนะนำวิธีการใช้งานให้ลูกค้าฟรี และให้บริการหลังการค้าฟรี


วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

งานครั้งที่ 6

1. suriyan chantra คืออะไร


  • สุริยัน(suriyan) เป็นลีนุกซ์เซิร์ฟเวอร์สำหรับ SMEs ที่ติดตั้งได้ง่าย และติดตั้งค่าต่างๆเป็น default ให้แล้ว มีรากฐานมาจากเดเบียน สามารถ apt-get แล้วกลายเป็นเดเบียนได้ทันที กลุ่มเป้าหมายหลักคือ ธุรกิจ SMEs ที่ยังไม่ได้นำคอมพิวเตอร์มาใช้มากนัก(อาจแค่พิมพ์งานหรือทำบัญชี)

  • จันทรา(chantra) เป็นชุด software opensource บนวินโดวส์ที่ SIPA ได้คัดเลือกแล้วว่ามีความสามารถพอใช้ทดแทน software แบบเดิมๆได้ เป้าหมายคือเผยแพร่ opensource ไปยังบุคคลทั่วไป โดยจะแจกในรูปแบบ cd พร้อมคู่มือเล็กน้อยแบบ booklet จำนวนค่อนข้างมากพอสมควร

2. SIPA ได้สร้าง animation ชื่อว่าอะไร

  • โครงการ SIPA Animation contest 2009 เป็นการประกวดผลงานด้าน animation โดยสำนังานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2006 จากโครงการเดิมคือ SIPA Pitch ตั้งแตปี 2006 จนกระทั้งถึงปี 2008 และปีนี้ โดยได้แบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 สาย ได้แก่ สายด้าน animation ใช้ชื่อ SIPA Animation Contest 2009 และสายงานด้านเกมส์ ใช้ชื่อ SIPA Game Contest 2009 เพื่อขยายกลุ่มไปยังนักเรียน นักศึกษา ที่สนใจเข้าร่วมส่งผลงานมากขึ้น

ซึ่งรูปแบบการแข่งขัน SIPA Animation contest 2009 แบ่งออกเป็น 4 หัวข้อได้แก่

  1. Animation fro Pre-school แบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ นักเรียน-นักศึกษาและประเภทบุคคลทั่วไป
  2. Animation for Teen แบ่งเป็น 2 ประเภทได้แก่ นักเรียน-นักศึกษา และบุคคลทั่วไป
  3. การประกวดออกแบบ Character Desigh
  4. การประกวดผลงานด้าน E-learning

3. เว็บไซต์ที่สอนเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ

วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553

งานครั้งที่5

1. จงอธิบายความแตกต่างของความรู้ ภูมิปัญญา และวิสัยทัศน์


  • ความรู้ (Knowledge) เป็นพฤติกรรมขั้นต้นที่ผู้เรียนรู้เพียงแต่เกิดความจำได้ โดยอาจจะเป็นการนึกได้หรือโดยการมองเห็น ได้ยิน จำได้ ความรู้ในชั้นนี้ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับคำจำกัดความ ความหมาย ข้อเท็จจริง กฎเกณฑ์ โครงสร้างและวิธีแก้ไขปัญหา ส่วนความเข้าใจอาจแสดงออกมาในรูปของทักษะด้าน “การแปล” ซึ่งหมายถึง ความสามารถในการเขียนบรรยายเกี่ยวกับข่าวสารนั้น ๆ โดยใช้คำพูดของตนเอง และ “การให้ความหมาย” ที่แสดงออกมาในรูปของความคิดเห็นและข้อสรุป รวมถึงความสามารถในการ “คาดคะเน” หรือการคาดหมายว่าจะเกิดอะไรขึ้น(ประภาเพ็ญ สุวรรณ อ้างถึงในอักษร สวัสดี 2542, 26)
    ความรู้ตามระดับต่าง ๆ รวม 6 ระดับ
    1. ความรู้ (Knowledge) หมายถึง การเรียนรู้ที่เน้นถึงการจำและการระลึกได้ถึงความคิด วัตถุ และปรากฏการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นความจำที่เริ่มจากสิ่งง่าย ๆ ที่เป็นอิสระแก่กัน ไปจนถึงความจำในสิ่งที่ยุ่งยากซับซ้อนและมีความสัมพันธ์ระหว่างกัน
    2. ความเข้าใจหรือความคิดรวบยอด (Comprehension) เป็นความสามารถทางสติปัญญาในการขยายความรู้ ความจำ ให้กว้างออกไปจากเดิมอย่างสมเหตุสมผล การแสดงพฤติกรรมเมื่อเผชิญกับสื่อความหมาย และความสามารถในการแปลความหมาย การสรุปหรือการขยายความสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
    3. การนำไปปรับใช้ (Application) เป็นความสามารถในการนำความรู้ (knowledge) ความเข้าใจหรือความคิดรวบยอด (comprehension) ในเรื่องใด ๆ ที่มีอยู่เดิม ไปแก้ไขปัญหาที่แปลกใหม่ของเรื่องนั้น โดยการใช้ความรู้ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการกับความคิดรวบยอดมาผสมผสานกับความสามารถในการแปลความหมาย การสรุปหรือการขยายความสิ่งนั้น
    4. การวิเคราะห์ (Analysis) เป็นความสามารถและทักษะที่สูงกว่าความเข้าใจ และการนำไปปรับใช้ โดยมีลักษณะเป็นการแยกแยะสิ่งที่จะพิจารณาออกเป็นส่วนย่อย ที่มีความสัมพันธ์กัน รวมทั้งการสืบค้นความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ เพื่อดูว่าส่วนประกอบปลีกย่อยนั้นสามารถเข้ากันได้หรือไม่ อันจะช่วยให้เกิดความเข้าใจต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างแท้จริง
    5. การสังเคราะห์ (Synthesis) เป็นความสามารถในการรวบรวมส่วนประกอบย่อย ๆ หรือส่วนใหญ่ ๆ เข้าด้วยกันเพื่อให้เป็นเรื่องราวอันหนึ่งอันเดียวกัน การสังเคราะห์จะมีลักษณะของการเป็นกระบวนการรวบรวมเนื้อหาสาระของเรื่องต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างรูปแบบหรือโครงสร้างที่ยังไม่ชัดเจนขึ้นมาก่อน อันเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ภายในขอบเขตของสิ่งที่กำหนดให้
    6. การประเมินผล (Evaluation) เป็นความสามารถในการตัดสินเกี่ยวกับความคิด ค่านิยม ผลงาน คำตอบ วิธีการและเนื้อหาสาระเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง โดยมีการกำหนดเกณฑ์ (criteria) เป็นฐานในการพิจารณาตัดสิน การประเมินผล จัดได้ว่าเป็นขั้นตอนที่สูงสุดของพุทธิลักษณะ (characteristics of cognitive domain) ที่ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจ การนำไปปรับใช้ การวิเคราะห์และการสังเคราะห์เข้ามาพิจารณาประกอบกันเพื่อทำการประเมินผลสิ่งหนึ่งสิ่งใด

  • ภูมิปัญญา(Wisdom ) หมายถึง ความรู้ความสามารถ วิธีการผลงานที่คนไทยได้ค้นคว้า รวบรวม และจัดเป็นความรู้ ถ่ายทอด ปรับปรุง จากคนรุ่นหนึ่งมาสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง จนเกิดผลิตผลที่ดี งดงาม มีคุณค่า มีประโยชน์ สามารถนำมาแก้ปัญหาและพัฒนาวิถีชีวิตได้แต่ละหมู่บ้าน แต่ละชุมชนไทย ล้วนมีการทำมาหากินที่สอดคล้องกับภูมิประเทศ มีผู้นำที่มีความรู้ มีฝีมือทางช่าง สามารถคิดประดิษฐ์ ตัดสินใจแก้ปัญหาของชาวบ้านได้ ผู้นำเหล่านี้ เรียกว่า ปราชญ์ชาวบ้าน หรือผู้ทรงภูมิปัญญาไทย
    ซึ่งมีลักษณะหลายรูปแบบดั้งนี้
    1. ภูมิปัญญาไทย
    2. ภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • วิสัยทัศน์ ( Vision ) เป็นคำที่นิยมใช้เพื่อสื่อความหมายในลักษณะเดียวกับคำว่าจินตภาพ ญาณทรรศน์ และทัศนภาพ( Vision ) มีคำนิยามตามพจนานุกรมว่า พลังแห่งการมองเห็น จินตนาการ การมองไปข้างหน้า การเข้าใจความจริงบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง สิ่งที่มองเห็นด้วยตาของของ หรือพลังแห่งจินตนาการมีผู้ให้คำนิยามคำว่า วิสัยทัศน์ ( Vision ) แตกต่างกันออกไปหลายความหมายเช่น หมายถึง การมองการณ์ไกลการมองเห็นถึงขอบเขตลักษณะการมองเห็นแบบหยั่งรู้การรู้จักมองไปข้างหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อพิจารณาจากคำนิยามข้างต้น พอสรุปได้ว่า วิสัยทัศน์ ( Vision ) หมายถึง ศักยภาพของบุคคลในการหยั่งรู้สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นการสร้างภาพอนาคตเพื่อกำหนดเป้าหมายการทำงาน โดยอาศัยข้อมูลข้อเท็จจริงหรือความรู้และพลังแห่งการจินตนาการ
    องค์ประกอบของวิสัยทัศน์ 3 ประการ
    1. ภารกิจ ( Mission ) คืองานที่หน่วยงาน องค์การ โรงเรียน วิทยาลัยหรือสถานศึกษารับผิดชอบอยู่เป็นหน้าที่หลักของสถานศึกษาแห่งนั้น ๆในแก่นสำคัญ ซึ่งก็คือวิสัยทัศน์ที่สถานศึกษาต้องการเป็นและต้องการให้มีขึ้น
    2. สมรรถภาพที่เป็นจุดแข็งแกร่ง ( Capacity ) หรือเป็นจุดเด่นของสถานศึกษาที่ทำให้สถานศึกษาประสบความสำเร็จและมีข้อได้เปรียบในเชิงการแข่งขันหรือเชิงบริหาร ซึ่งก็หมายถึงสิ่งที่ทำให้สถานศึกษาทำได้ดีกว่าคนอื่น เป็นกิจกรรมหรือสมรรถนะเชิงการแข่งขันที่เหนือกว่า
    3. ค่านิยม ( Value ) คือคุณค่า ความเชื่อ หรือปรัชญาของสถานศึกษา เป็นคุณค่าและความเชื่อกว้างๆว่าอะไรเป็นสิ่งที่ควรและไม่ควรปฏิบัติในการทำงาน ซึ่งจะถูกยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการทำงานระดับของวิสัยทัศน์

2. หลังจากที่เข้าไปอ่านบทความในบล็อก จงอธิบายกลยุทธ์ของผู้ประกอบการว่าคืออะไร

กลยุทธ์ของผู้ประกอบการ คือ ผู้ประกอบการจะต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข กิจการของตนเองให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบันโดยต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมด้านต่างๆ และต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ที่คุ้มค่าที่สุด เนื่องจากในปัจจุบันนั้นมีร้านค้าต่างๆมากมายตัวอย่างเช่น ร้าน seven ที่เป็นร้านค้าที่ขายสินค้าทุกอย่างและเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ร้านค้าทั่วไปหรือร้านขายของชำ ขายสินค้าได้น้อยลงเพราะลูกค้าส่วนใหญ่นิยมไปซื้อสินค้าจากร้าน seven เนื่องจากมีสินค้าให้เลือกมากมายและเปิดตลอดเวลา ดั้งนั้นร้านค้าทั่วไปที่ต้องการอยู่รอดในปัจจุบัน ต้องเปลี่ยนมาทำเป็นร้านค้าที่ขายสินค้าที่หลากหลายดังตัวอย่างที่อ่านในบล็อกคือ เปิดร้านขายของชำ และขายก๋วยเตี่ยวไปด้วย





วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2552

งานครั้งที่ 4

1. ให้อธิบายกลยุทธ์แบบ Red Ocean, Blue Ocean และ White Ocean พร้อมยกตัวอย่างประกอบ
1) กลยุทธ์ทะเลสีน้ำเงิน (Blue Ocean Strategy: BOS) เป็นกลยุทธ์ที่กำหนดขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันแบบดั้งเดิม
ผู้ประกอบการต้องพยายามพัฒนาสินค้าให้มีความแตกต่าง หรือต้องสร้างความต้องการใหม่ ๆ (NewDemand) ขึ้นมาเสมอ โดยใช้นวัตกรรม (Innovation) ใหม่ๆ หรือเป็นทะเลใหม่ๆ ซึ่งเป็นทะเลสีน้ำเงิน และกลยุทธ์ทะเลสีน้ำเงินได้รับการตอบรับที่ดีเนื่องมาจากมีเครื่องมือสนับสนุนที่มีความเป็นปัจจุบัน ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทต่างๆ ที่นำกลยุทธ์นี้มาใช้ ได้แก่ ธุรกิจกาแฟสตาร์บัค (Star Buck), สถานีข่าว ซีเอ็นเอ็น (CNN), ธุรกิจ
คอมพิวเตอร์เดล (Dell Computer), ธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำ (South West Aieline), ธุรกิจหนังสือออนไลน(Amazon.Com) หรือหากเป็นในประเทศไทย ได้แก่ ฮอต พอท (Hot Pot) ซึ่งเป็นสุกี้รวมกับอาหารญี่ปุ่น ถ้าตั้งชื่อเป็นสุกี้จะไม่สามารถเข้าไปขายในห้างสรรพสินค้าที่มีร้าน MK สุกี้ตั้งอยู่มาก่อน โดย ฮอตพอท (Hot Pot) ได้แต่เปลี่ยนชื่อใหม่จากสินค้าที่เพิ่มมูลค่าทำให้เข้าสู่พื้นที่ว่างของตลาดใหม่ได้และกำลังได้รับความนิยมตลาดในขณะนี้
ลักษณะของตลาดที่ใช้กลยุทธ์แบบทะเลสีน้ำเงิน (Blue Ocean Strategy: BOS)
1. เป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ได้มีในปัจจุบันและไม่ทราบมาก่อนว่ามีอุตสาหกรรมประเภทนี้รวมอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม
2. สร้างอุปสงค์ใหม่ขึ้นมา (New Demand) ทำให้มีโอกาสเติบโต และมีสัดส่วนกำไรที่มากขึ้น
3 .ไม่มุ่งเน้นแข่งขันกับคู่แข่ง ไม่เปรียบเทียบกัน
4. สามารถใช้ได้ทั้งกลยุทธ์ด้านราคาและสร้างความแตกต่างไปพร้อมกัน ซึ่งจะทำให้เกิด นวัตกรรมที่มีคุณค่า (Value Innovation)
5. มองภาพใหญ่ โดยไม่มุ่งเน้นเรื่องจำนวน และไม่ยึดติดกับผลการวิเคราะห์
6. ใช้แรงจูงใจในการทำงานไม่ใช่แรงผลักดันจากสภาพแวดล้อมทั้งภายนอกและภายใน
ตัวอย่างอุตสาหกรรมที่ใช้กลยุทธ์ Blue Ocean
เครื่องสำอางค์ Body Shop ได้ใช้กลยุทธ์ Blue Ocean ในการขายเครื่องสำอางค์ของตนเอง นั่นคือแทนที่จะมุ่งเน้นทำเหมือนคู่แข่งขันรายเดิมๆ ที่อยู่ในธุรกิจเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเป็นการเน้นการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม หรือการสร้างภาพลักษณ์ของเทคโนโลยีชั้นสูง หรือการใช้ดาราหรือนางแบบชื่อดังมาโฆษณา หรือการตั้งราคาที่สูง
สิ่งที่ Body Shop นำเสนอคือคุณค่าที่แตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นๆ ในตลาดเครื่องสำอาง แต่จะเน้นการใช้ส่วนผสมตามธรรมชาติ และการดำรงชีวิตแบบมีสุขภาพที่สมบูรณ์ และพยายามนำเสนอคุณค่าใหม่ๆ ให้ลูกค้า เป็นการสร้าง Blue Ocean ขึ้นมา แทนที่จะมุ่งเน้นแต่ Red Ocean แบบเดิมๆ


2) กลยุทธ์ทะเลสีแดง (Red Ocean Strategy:ROS)
เป็นกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นเพื่อเอาชนะคู่แข่ง และการแย่งส่วนแบ่งตลาดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หรือหาทุกวิถีทางที่จะลดต้นทุนให้ต่ำที่สุด ส่วนใหญ่แล้วจะนำไปสู่การแข่งขันและการตอบโต้อย่างรุนแรงจนทำให้เกิดการแข่งขันในอุตสาหกรรมมากขึ้น จนกระทั่งสินค้าที่แข่งขันกันในตลาดมีมากจนไม่มีความแตกต่างกัน ทำให้องค์กรต้องแข่งขันด้านราคา ซึ่งทำให้เกิดการบาดเจ็บทางธุรกิจ
ทั้งสองฝ่าย ด้วยกลวิธีนี้ทำให้เป็นที่มาของการแข่งขันแบบทะเลสีแดง ซึ่งกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นนั้นมีแนวคิดจากกลยุทธ์ทางการทหาร
ลักษณะของตลาดที่ใช้กลยุทธ์แบบทะเลสีแดง (Red Ocean Strategy:ROS)
1. อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีอยู่ในปัจจุบันและมีขอบเขตชัดเจน และคำนึงถึงลูกค้าเก่า ๆ
2. บริษัทต่างๆในอุตสาหกรรมพยายามเอาชนะคู่แข่งโดยใช้กลยุทธ์ด้านราคา มองการได้ส่วนแบ่งตลาดเป็นเรื่องที่สำคัญ
3. มีการแข่งขันรุนแรงสินค้าไม่มีความแตกต่างกัน โอกาสในการเติบโตน้อย และสัดส่วนกำไรก็น้อย
4. ต้องเลือกใช้กลยุทธ์อย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างกลยุทธ์ด้านราคา หรือกลยุทธ์สร้างความแตกต่างเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
5. วิเคราะห์ตัวเลขต่างๆ และใช้เวลากับการออกแบบฟอร์มส่วนใหญ่
6. นำแผนงานและแผนการปฏิบัติหลาย ๆ อย่างมารวมไว้ด้วยกันโดยไม่ได้กำหนดกลยุทธ์
ตัวอย่างธุรกิจที่ใช้กลยุทธ์ Red Ocean
ยกตัวอย่าง London Symphony orchestra ที่ใช้กลยุทธ์นี้ สร้างตลาดใหม่ ด้วยการผสมผสานจุดเด่นของดนตรีคสาสสิกกับดนตรีป๊อป เป็นสิ่งดึงดูดผู้คนให้เข้ามาชม และเปลี่ยนรูปแบบการแสดงจากเดิมที่ใช้นักดนตรีจำนวนมาก ก็ลดลงเหลือแค่ 1 ใน 3 และเปลี่ยนสถานที่แสดง เป็นที่แยงกี้สเตเดี้ยม ช่วยให้ลดต้นทุนได้มากขณะเดียวกัน ก็ทำให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงดนตรีคลาสสิกได้ง่ายขึ้น เพราะรูปแบบการนำเสนอที่เปลี่ยนไป ทำให้สามารถขยายฐานลูกค้าใหม่ได้อย่างง่ายดาย จากเดิมที่คนที่นิยมดู จะเป็นกลุ่มคนสูงวัยและมีภาพลักษณ์หรูหราอลังการ
3)
กลยุทธ์น่านน้ำสีขาว (White Ocean Strategy :WOR) เป็นพื้นฐานในการบริหารงานและใช้ชีวิตที่ตั้งมั่นอยู่บนคุณงามความดี มีศีลธรรม และปรับมุมมองจากการตักตวงผลประโยชน์จากสังคม มาเป็นการช่วยเหลือ แบ่งปัน และเป็นส่วนหนึ่งของส่วนรวม โดยไม่วาง ‘ตัวเอง’ เป็นศูนย์กลาง และไม่เห็น ‘ผลกำไร’ เป็นสิ่งสำคัญสูงสุดจนละเลยมิติด้านอื่น จึงทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน บนความสมดุลย์ของ People (สังคม ประชาชน และกลุ่มเป้าหมายทุกภาคส่วน) Planet (ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมทั้งกายภาพและจิตภาพ) Profit (กำไรที่เหมาะสมและแบ่งปันกับส่วนรวม) โดยมี Passion ความมุ่งมั่นศรัทธาในการทำงานขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น
หลักการของน่านน้ำสีขาวมีอยู่ด้วยกัน 7 ประการ ได้แก่
1. การเกิดขึ้นและมีอยู่ขององค์กรเป็นไปเพื่อสร้างผลเชิงบวกต่อสังคมโดยรวม (Net Positive Impact on Society)
2. ตั้งเป้าหมายระยะยาวและมองภาพใหญ่ระดับมหภาค (Long-term Goal, Macro View)
3. แสวงหาจุดสมดุลระหว่าง People, Planet, Profit โดยมี Passion เป็นพลังขับเคลื่อน
4. ยืนบนหลักการของโลกอันอุดมสมบูรณ์ (The World of Abundance)
5. ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรม ความเป็นจริงและความเป็นเนื้อแท้ (Integrity)
6. เป็นองค์กรที่ระเบิดจากข้างใน และมีดีเอ็นเอของ Individual Social Responsibility (ISR)
7. เป็นผู้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้เกิดขึ้นในวงการ (Set the Benchmark)
ตัวอย่างธุรกิจที่ใช้กลยุทธ์ White Ocean
ยกตัวอย่างสตาร์บัคส์ (STARBUCKS) ที่ดำเนินธุรกิจโดยยึดหลักปฏิบัติทั้ง 6 ประการที่ปรากฏในปรัชญาบริษัท โดยทำงานเพื่อปรับปรุงอุตสาหกรรมและโลกด้วยนโยบายรับซื้อเฉพาะกาแฟที่มีใบรับรองการค้าที่ชอบธรรม พยายามลดการผลิตสิ่งตกค้างที่เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อม และเข้าไปมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่นทั้งหมดนี้ส่งผลให้ผู้บริโภครู้สึกดีในการซื้อสินค้าแบรนด์สตาร์บัคมากยิ่งขึ้น
หรือ BURT'S BEES เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เดินมาในเส้นทางนี้ โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของความต่อเนื่องมั่นคงในข้อความที่สื่อออกไปและแนวปฏิบัติเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับองค์กรแม้ไม่ใช่เส้นทางเดินที่เรียบง่ายเสมอไป บริษัทเป็นแกนนำคู่แข่งและสมาคมสินค้าจากธรรมชาติในการสร้างแคมเปญเพื่อการบัญญัติศัพท์คำว่า "ธรรมชาติ" ลงในฉลากสินค้า โดยให้ความช่วยเหลือในการสร้างระบบมาตรฐานใหม่ Burt's Bees เป็นผู้ชนะในเกมครั้งนี้
ถึงแม้ว่าบริษัทอาจต้องปรับปรุงสินค้าถึงครึ่งหนึ่งของไลน์เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ก็ตาม แต่นั่นจะทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในแบรนด์อย่างสมบูรณ์ ทำให้ผู้บริโภคได้รู้ว่าเมื่อพวกเขาเห็นคำว่า "ธรรมชาติ" แบรนด์หมายความเช่นนั้นจริงๆ